ด้านมืดของการเรียนปริญญาเอก
- คณวัฒน์ อัศวฉัตรโรจน์

- Nov 26, 2022
- 1 min read

เพราะเป็นเด็กปริญญาเอกเลยเจ็บปวด: (ใครที่คิดจะเรียนต่อปริญญาเอก อยากให้อ่าน และคิดดีๆก่อนจะลงเรียน ว่าสิ่งที่อาจจะต้องเจอจะคุ้มค่ากับสิ่งที่จะได้มาหรือไม่)
เด็กป.เอก จะมีความเครียดและเป็นโรคซึมเศร้ากันจนเป็นปกติมาก (ใน Uk มีประมาณ 1 ใน3 แต่น่าจะมีมากกว่านั้นแต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น) และไม่แปลกใจที่หลายคนที่ได้ลงเรียนแล้วเลือกที่จะหยุดเพราะปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้
จากประสบการณ์ตรงที่ได้มาคลุกคลีในสถานะนักเรียนปริญญาเอกมาปีกว่า ปัญหาที่ต้องเจอ คือ
1. "การถูกปฎิเสธ": งานปริญญาเอก ก่อนที่จะสำเร็จจะต้องโดน Reject นับครั้งไม่ถ้วน (ถ้าใครเป็น Perfectionism, มองโลกขาวดำ, คนที่หลีกหนีการล้มเหลว, หรือ กลัวการทำผิด คนที่ Self Esteem ผูกกับการเป็นที่ยอมรับจะนรกมากๆ) เพราะ 3-5ปี จะต้องจมกับงานเดียว และต้องถูกปฎิเสธอย่างต่อเนื่องในงานเดียว
2. "ความไม่แน่นอน": งานปริญญาเอกคือเปเปอร์ 1 เล่ม (เจ็ดหมื่นถึงแสนคำ) ฟังดูถ้ารู้ว่าเขียนอะไรจะดูง่าย แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า เล่มจบ จะเป็นยังไง ... มันเหมือนต่อให้เสร็จ Jigsaw ที่ไม่รู้ว่า รูปร่างเป็นยังไง และตัวจิกซอร์เปลี่ยนได้เรื่อยๆ และต่อได้หลายมิติ (คนที่ไม่ชอบความไม่แน่นอนในชีวิต จะต้องปรับตัว) แต่ถ้าเราไม่ต่อ เราก็จะไม่รู้เลยว่าที่ต่อมันผิดหรือถูก
3. "ความคาดหวังจากคนรอบข้าง": เด็กป.เอก ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่มาจาก Culture Collectivist จะมีชนักติดหลังอยู่ และคนส่วนใหญ่ชอบมองว่า เด็กปเอก คือ ฉลาด หรือ เก่ง อยากจะบอกว่าเด็ก ป เอก ไม่ได้ฉลาด หรือเก่งกว่าคนอื่น (แต่แค่ใช้เวลาจมอยู่ในงานวิจัยจนรู้ลึกในเรื่องที่ตัวเองเชี่ยวชาญในเรื่องเล็กๆแคบๆที่ทำ และกว่าจะเชี่ยวชาญก็ต้องล้มเหลว) พอเห็นความล้มเหลวตัวเอง มันเลยไม่ลงรอยกับความคาดหวังคนรอบข้าง
4. "ความโดดเดี่ยว": งานเปเปอร์1 เล่ม ใช้เวลา 3-5 ปีคือทำกับ Supervisor (อีก2-3คน แค่นั้น) และจะจบไม่จบก็ขึ้นอยู่กับงานตัวเองที่มีชิ้นเดียวในโลก ทุกอย่างเลยเหมือนจะอยู่ที่เด็กป. เอก และ ซุป (ไม่เหมือนกับเด็ก ป. โท ที่เรียนกับเพื่อนตาม Course Work แล้วจบ) ถ้าเราไม่เขียนงานเองด้วยตัวคนเดียวก็จะไม่จบ
5. "ปัญหาที่ไม่มีใครแก้ได้นอกจากเราเอง": ถึงจุดนึงเราต้องรู้ดีในเรื่องที่เราเขียนมากกว่า Supervisor และยังไม่นับปัญหาภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ..
6. "อิสระที่ไม่อิสระ": เด็กป.เอกทำงานที่ไหนและเมื่อไรก็ได้ ดูจะเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆคน เพราะมนุษย์เราโหยหา Freedom ในชีวิต *แต่พอได้มี Freedom ในชีวิตแล้ว จะรู้ว่าการที่ไม่มี Gravity และ ไม่มีเส้นให้ตัวเองมันหนักกว่ามาก ... ถ้าเฆี่ยนตีตัวเองจะเห็นชีวิตดิ่งลงเรื่อยๆ (แต่พอไม่ทำ สุดท้ายเด็ก ป.เอกก็จะยึดว่า เมื่อไรจะจบ..สุดท้ายก็กลับมาเครียดเหมือนเดิม)
7. "ทรัพยากรจำกัด และ ค่าเสียโอกาส": ถ้าเครียดแล้วหยุดทำก็คงจะง่าย แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่จบ .. (และต้นทุนวิ่งตลอดเวลา) แอดพยายามทำให้ต้นทุนปริญญาเอกต่ำที่สุด แต่มันก็มีค่าเสียโอกาสหลายอย่าง เช่น ไม่ได้อยู่กับครอบครัว, คนรัก และเพื่อน, ต้นทุนเวลาในการทำอย่างอื่น
8. "ตัวตนที่โดนทำลาย: โจทย์ใหม่, สภาพแวดล้อมใหม่ Skill Sets ใหม่, การโดนปฎิเสธบ่อยๆ ความไม่แน่นอน และด้วยปัญหาหลายๆอย่างบางทีมันทำให้ตัวตนเราพัง ถ้าอะไรมันเปลี่ยนแปลงเร็วไป แล้วเราปรับไม่ทัน บางทีเราเหมือนจะไม่มีตัวตนให้ยึด.. ว่า Who I am ? What I am doing here? ในขณะที่คนรอบข้างจะมองเราด้วย Expectation
และมันจะยากขึ้นเมื่อปัญหาเหล่านี้มายำกัน .. และไปรวมกับปัญหาอื่น
"ถ้าอยากได้ใบปริญญา ก็ต้องทนความเจ็บปวดให้ได้"...
ภายในหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา แอดมีช่วงที่เศร้าประมาณ 3 -4 รอบ (ในแต่ละช่วงจะสั้นยาวไม่เท่ากัน ปัจจัย Trigger ไม่เหมือนกัน) สิ่งที่พอช่วยให้ผ่านไปได้บ้างคือ Well-Being Service ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าเขาเห็นว่ารุนแรงเขาจะส่งไป Conselling ของ NHS (ติดที่ว่าใช้ได้ 6 ครั้ง *ซึ่งบางทีมันไม่พอ)
ความยากคือ Well-Being กับ Counseling ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหานั้นหายไปได้.. การแก้ปัญหา บางทีอาจจะต้องใช้พลังเยอะ ถ้าพลังไม่พอบางทีการหนีปัญหาระยะสั้นอาจจะฟังดูใช้พลังน้อยกว่า "Escapism" (การทิ้ง Self-Concept ตัวเองไปอยู่ในโลกที่ไม่เจ็บปวดผ่าน Imagination หรือ Entertainment เช่น แอลกอฮอล์, เกมส์ หรือ โลก Fantasy) แต่สุดท้ายการหนีปัญหาก็ไม่ได้แก้ และบางทีมันเหมือนไปผูกปมใหม่ ... ถ้าเราถลำลึกลงไป, โดนแทงกลับมา และ หรือถ้ามันไปกระทบกับคนอื่นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
สุดท้าย.. ตอนนี้เลยลองเปลี่ยนวิธี Deal กับความเจ็บปวดใหม่ ลองหา Trigger ความดิ่งและพยายามเลี่ยงมัน, ขีดเส้นใหม่กับ Escapism (อันไหนคือเกินพอดี ก็เลิกและหยุด) กลับมาลองค่อยๆแงะปมตัวเอง รักตัวเอง และลองวิธีฟังเสียงตัวเองมากขึ้น ...
สุดท้ายมันอาจจะไม่ใช่แค่ใบปริญญา แต่มันคือ Journey ที่ค้นพบระหว่างทาง (จากการอยู่กับตัวเอง)
แต่ก็คงมีคนที่เส้นทางนี้ราบรื่น..ใครที่เคยผ่านประสบการณ์นี้หรือกำลังเจออยู่มาแชร์กันได้นะครับ




Comments